หอการค้าไทยจัดเสวนา เรื่อง "The Execution Blueprint: ปลดล็อคกติกา เปิดตลาดเสรี พลิกโฉมพลังงานไทย"

พลังงาน - 3 ก.ค. 2569

คณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย จัดเวทีเสวนา The Execution Blueprint ระดมข้อเสนอปฏิรูปตลาดไฟฟ้า เปิดทาง Direct PPA, TPA และพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

News Cover
News Cover

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ ประธานคณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย กล่าวเปิดงานเสวนา เรื่อง  "The Execution Blueprint: ปลดล็อคกติกา เปิดตลาดเสรี พลิกโฉมพลังงานไทย" ณ ห้อง MR 211AB ชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 
 
จัดโดย: คณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย ร่วมกับ สมาคม RE100, กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน (RE-FTI) สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (TPVA) และมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน

ภายในงานมีไฮไลท์สำคัญจากวิทยากร ประกอบด้วย
Keynote Speaker หัวข้อ: " Transform ประเทศไทย: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Green Industry ด้วยนวัตกรรมไทย"
โดย คุณนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

Panel Discussion หัวข้อ: "The New Market: รื้อกติกาเก่า สู่ตลาดเสรี 
(TPA/Direct PPA)  และเป้าหมาย PDP2026 RE>70%" โดย     
1. คุณชูศักดิ์ วงษ์สวัสดิ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา
2. ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายกฎหมายและธรรมาภิบาล วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย
3. คุณชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ 
นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (TPVA)
ดำเนินรายการ โดย
คุณนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท.

สาระสำคัญจากการเสวนา
1. ปัญหาหลักของการพัฒนาพลังงานสะอาด อุปสรรคสำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็น กฎระเบียบและโครงสร้างตลาดไฟฟ้า โดยเฉพาะข้อจำกัดในการเข้าถึงสายส่ง (TPA) และการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดล่าช้า
2. Enhanced Single Buyer (ESB) เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องปลดล็อก
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ESB เป็นเพียง มติคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่กฎหมาย จึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ เพื่อเปิดทางให้เกิดการแข่งขันในตลาดไฟฟ้า และสนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและ Data Center ที่ต้องใช้พลังงานสะอาด
3. เร่งกำหนดอัตราค่าผ่านสายส่ง (Wheeling Charge) ประเทศไทยยังไม่มีอัตราค่าผ่านสายส่งที่ชัดเจน แม้กฎหมายจะบังคับใช้มานานกว่า 10 ปี โดยอัตราค่าบริการควรสะท้อนต้นทุนจริง มีความเป็นธรรม และไม่สูงจนเป็นอุปสรรคต่อการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี
4. ไทยเสี่ยงสูญเสียการลงทุน
หากการปฏิรูปยังล่าช้า นักลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center และธุรกิจที่ต้องใช้พลังงานหมุนเวียน อาจย้ายฐานการลงทุนไปยัง เวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งมีนโยบายรองรับ Direct PPA และการเปิดตลาดไฟฟ้าที่ก้าวหน้ากว่า
5. ปฏิรูประบบไฟฟ้าและโครงสร้างองค์กร มีข้อเสนอให้บูรณาการการทำงานของ กฟผ. กฟภ. และ กฟน. เพื่อให้เกิดการวางแผนร่วม ลดการลงทุนซ้ำซ้อน ลดต้นทุนระบบไฟฟ้า และช่วยลดค่าไฟในระยะยาว
6. ลงทุน Smart Grid และ Microgrid โดยควรเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ พร้อมระบบพยากรณ์การผลิตไฟฟ้า และส่งเสริม Microgrid เพื่อรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
7. ปลดล็อกกฎระเบียบภาครัฐ เช่น การดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อปและ ESCO ภาครัฐยังติดข้อจำกัดด้านใบอนุญาตและระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง หากแก้ไขได้ จะช่วยประหยัดงบประมาณค่าไฟของภาครัฐได้กว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี โดยไม่ต้องใช้งบลงทุนจากภาครัฐ
8. ข้อเสนอจากการเสวนา
- ปรับ One Stop Service ให้เป็นระบบที่สามารถอนุมัติและดำเนินการได้ครบในจุดเดียว
- ขยายโครงการ Net Billing และเปิดให้ภาคอุตสาหกรรมขายไฟส่วนเกินเข้าสู่ระบบ
- กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์พลังงานสะอาด พร้อมช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) ที่เหมาะสม

ในช่วงบ่าย มีการเสวนาในประเด็นความพร้อมด้านแรงงานในอุตสาหกรรมพลังงาน และการสนับสนุนด้านการเงิน ดังนี้

Special Session: "Thailand Skill Bridge: การเตรียมพร้อมแรงงาน
UpSkill-Reskill ปั้นวิศวกรสายพันธุ์ใหม่ รับมือเป้าหมาย NDC 3.0" โดย
1. ดร.สุธิดา พิริยะการสกุล  ผู้เชี่ยวชาญนโยบายอาวุโส สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
2. รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์ 
ที่ปรึกษาแผนงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (บพข.)
หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญการวิจัยด้านวิศวกรรมวัสดุและเศรษฐกิจ BCG (สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น)
3. รศ.ดร.ขวัญชัย  ลีเผ่าพันธุ์ อุปนายกสภาวิศวกร คนที่ 1 สภาวิศวกร

ดำเนินรายการ โดย
ดร.ดิษฐา นนทิวรวงษ์ กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย

สาระสำคัญจากการเสวนา
- ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดย "กำลังคน" ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero คาดว่าภายในปี 2030 ประเทศไทยจะต้องการบุคลากรด้าน Green Sustainability เพิ่มกว่า 200,000 คน ขณะเดียวกันยังมีแรงงานอีก 2-3 ล้านคน ที่ต้องเร่ง Reskill และ Upskill เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม
- ภาครัฐ โดย สอวช. ได้ออกมาตรการสนับสนุนภาคเอกชนผ่านแพลตฟอร์ม STEMPlus โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ได้แก่ ลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า สำหรับการจ้างบุคลากรด้าน STEM และ ลดหย่อนภาษี 2.5 เท่า สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรมหลักสูตรที่ได้รับการรับรอง เพื่อเร่งพัฒนาศักยภาพแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสีเขียว
- ด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรม เสนอแนวคิด "เศษวัสดุแลกนวัตกรรม" มาสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุทางการเกษตร ลดการเผาในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมสร้างอาชีพใหม่ในชุมชน เช่น งานติดตั้งและบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์ รวมถึงพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีต โดยเน้นทักษะด้าน LCA, Techno-economic Analysis และระบบ MRV เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- สภาวิศวกร มีบทบาทสำคัญในการผลิตและยกระดับ "วิศวกรสีเขียว" ผ่านโครงการ Zero Engineering 101 เพื่อพัฒนาความรู้ด้านการจัดการคาร์บอนให้วิศวกรกว่า 200,000 คน พร้อมผลักดันมาตรฐานวิชาชีพด้าน Green Transition ในระดับอาเซียน และส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยบรรจุเนื้อหาด้านความยั่งยืนในหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์
- อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายสำคัญ ได้แก่ ช่องว่างของทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ การบูรณาการระหว่างวิชาชีพที่ยังไม่เพียงพอ ความไม่พร้อมของผู้ประกอบการ SME ทั้งด้านองค์ความรู้และเงินทุน รวมถึงความจำเป็นที่ภาครัฐต้องมีนโยบายและเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียว

ข้อเสนอจากการเสวนา คือ เร่งพัฒนาระบบฝึกอบรมแบบ Train the Trainer เพื่อผลิตบุคลากรจำนวนมาก เชื่อมโยงความต้องการแรงงานกับสถาบันการศึกษาผ่านแพลตฟอร์ม STEMPlus เพิ่มการเข้าถึงเงินทุนวิจัยและองค์ความรู้ของภาคเอกชน และผลักดันให้บุคลากรด้านความยั่งยืนมี ใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Certificate) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล

Panel Discussion 2: "ติดอาวุธเศรษฐกิจสู้ CBAM: พลิกโฉมการเงินและมาตรการภาครัฐ (Structural Reform)" โดย
1. ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์  ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย
2. คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ 
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)
3. คุณสุรพล บุพโกสุม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาโซลูชันด้านความยั่งยืน (Sustainability Solutions Department) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
4. คุณอาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี100)
ดำเนินรายการ โดย
ดร.ดิษฐา นนทิวรวงษ์ กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย

สาระสำคัญจากการเสวนา
1. Green Business ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการแข่งขัน
ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการการค้าโลก เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป และมาตรฐาน ESG ของจีน หากไม่เร่งปรับตัว อาจสูญเสียโอกาสการลงทุนมูลค่า 1.5–2 ล้านล้านบาท และเสี่ยงต่อการย้ายฐานการผลิต
2. วิกฤตสำคัญคือ “พลังงานสะอาดไม่เพียงพอ” ภาคธุรกิจต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศไทยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพียงประมาณ 10–15% ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างความต้องการกับปริมาณที่มี ซึ่งอาจกระทบต่อการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
3. ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ประกอบด้วย
- ขาดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในการปรับตัว
- ต้นทุนการลงทุนสูง
- เข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวได้ยาก
- ขาดที่ปรึกษาด้าน ESG และ Net Zero
- ยังไม่มีมาตรฐานการวัดผลที่เข้าใจง่ายและเป็นระบบ
4. กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหภาพยุโรป จีน และสหรัฐฯ กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปิดเผยข้อมูล ESG เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้การลดคาร์บอนกลายเป็น "เงื่อนไขการค้า" ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ขององค์กร
5. ภาคการเงินเริ่มสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทั้งตลาดหลัก

The Blueprint Handover: ข้อเสนอ "พิมพ์เขียวปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมและกริดพลังงาน (25XX-25XX)" 
โดย คุณศุภฤกษ์ ยิ้มกอบกิจ กรรมการ คณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย

ข้อสรุปสำคัญ
- ปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็น "วาระด้านเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ" เนื่องจากทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน และอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งกำหนด แผนพลังงานแห่งชาติ (National Energy Plan) ที่มีเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจน เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
1. ความมั่นคงทางพลังงานต้องเป็นวาระแห่งชาติ ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลกและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น การเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานภายในประเทศ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่นคง ลดต้นทุน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
2. การประหยัดพลังงาน คือ "แหล่งพลังงานที่ดีที่สุด" การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) เป็นมาตรการที่คุ้มค่าที่สุด เพราะช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยควรกำหนดเป้าหมาย (KPI) งบประมาณ และมาตรการจูงใจที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม
3. ใช้ศักยภาพพลังงานภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดประเทศไทยยังมีศักยภาพด้านพลังงานอีกจำนวนมาก ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เชื้อเพลิงชีวภาพ และพลังงานจากขยะ ซึ่งหากได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดการนำเข้าพลังงาน เพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรม และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
4. นโยบายพลังงานต้องสนับสนุนการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจแนวโน้มการลงทุนของโลกกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด ประเทศไทยจึงควรเร่งส่งเสริมการลงทุนใน Solar Rooftop ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) Smart Grid และเทคโนโลยีพลังงานดิจิทัล เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

ข้อเสนอ

  • จัดทำ แผนพลังงานแห่งชาติ ที่บูรณาการทุกแผนให้มีทิศทางเดียวกัน พร้อมกำหนดเป้าหมายระยะยาวถึงปี 2050
  • กำหนดลำดับความสำคัญของการจัดหาพลังงาน ได้แก่
    - เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
    - ใช้พลังงานภายในประเทศให้เต็มศักยภาพ
    - ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน
    - นำเข้าพลังงานเฉพาะที่จำเป็น
  • ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ลดอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ข้อเสนอเร่งด่วน

  • ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน"คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านพลังงาน (กรอ.พลังงาน)" เพื่อเป็นกลไกถาวรในการกำหนดนโยบาย แลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมกันขับเคลื่อนแผนพลังงานของประเทศ 

Cr: Sustainable TCC&BOT

Five men sit on a stage as panelists during a professional event.
Man in a suit speaking at a podium with 'The Execution Blueprint' banner behind him.
A man in a black suit speaks from a podium with the QSNCC logo.
Older Asian man in a suit jacket speaking at a podium during a presentation.
Nine professionals, eight men and one woman, stand for a group photo at a conference.
Four panelists on stage discussing, with one man actively speaking and gesturing.
Four men sit on a stage, one speaking into a microphone at a decarbonization conference.
Four men in business suits stand on a stage during a professional event.
Four panelists, three men and one woman, sit on a stage during a conference presentation.
Group of professionals posing for a photo in front of a branded event backdrop.
Five men sit on a stage as panelists during a professional event.
Man in a suit speaking at a podium with 'The Execution Blueprint' banner behind him.
A man in a black suit speaks from a podium with the QSNCC logo.
Older Asian man in a suit jacket speaking at a podium during a presentation.
Nine professionals, eight men and one woman, stand for a group photo at a conference.
Four panelists on stage discussing, with one man actively speaking and gesturing.
Four men sit on a stage, one speaking into a microphone at a decarbonization conference.
Four men in business suits stand on a stage during a professional event.
Four panelists, three men and one woman, sit on a stage during a conference presentation.
Group of professionals posing for a photo in front of a branded event backdrop.
แท็ก:#พลังงาน

ข่าวสารล่าสุด

ดูทั้งหมด

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง

สิทธิประโยชน์

ดูเพิ่มเติม

พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จทางธุรกิจไปกับเราหรือยัง?

สมัครสมาชิก