วันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารศูนย์ AFC ประกอบด้วย ดร.สุรพงษ์ เป้ากลาง กรรมการหอการค้าไทย และนายปราโมทย์ มนูพิทักษ์ ที่ปรึกษาหอการค้าไทย ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกร ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวแปลงใหญ่ข้าวหอมมะลิน้ำนมอินทรีย์ ตำบลหนองหิน อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี คุณนิรันดร์ ปิยะอัษฎารัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดร้อยเอ็ด ให้การต้อนรับ เพื่อรับฟังข้อมูลการผลิต ปัญหา อุปสรรค ตลอดจนศักยภาพของสินค้าเกษตรในพื้นที่ พร้อมหารือแนวทางเชื่อมโยงตลาดและแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด-ราคาตกต่ำในจังหวัด
การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อนำเสนอบทบาทของศูนย์ AFC หอการค้าไทย ในการทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงกลไกระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน Modern Trade และเกษตรกรในพื้นที่จังหวัด พร้อมกันนี้ ได้เยี่ยมชมกระบวนการผลิตและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งนับเป็นต้นแบบการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของจังหวัดร้อยเอ็ด ด้วยการนำองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่การผลิต จนสามารถพัฒนาข้าวหอมมะลิระยะน้ำนมให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีเอกลักษณ์ สอดรับกับแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และมีศักยภาพในการขยายสู่ตลาดพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ
ข้าวหอมมะลิน้ำนมอินทรีย์ของชุมชนแห่งนี้มีจุดเด่นจากการเก็บเกี่ยวในช่วง “ระยะน้ำนม” ซึ่งเป็นช่วงที่เมล็ดข้าวมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยสารกาบา (GABA) วิตามินบี วิตามินอี แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ ประกอบกับการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ปลอดสารเคมีตลอดกระบวนการผลิต ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยทางอาหาร อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก
นอกจากนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยังเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการรวมกลุ่มเกษตรกรภายใต้ระบบแปลงใหญ่ ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มอำนาจการต่อรองทางการตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตร จากเดิมที่จำหน่ายในรูปวัตถุดิบสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร ควบคู่กับการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการผลิตข้าวฮางและข้าวระยะน้ำนม ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้สามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน
ในการหารือกับเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ คณะกรรมการบริหารศูนย์ AFC ยังได้ให้ความสำคัญกับการต่อยอดสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของจังหวัดร้อยเอ็ด โดยเฉพาะ “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และ “ข้าวเขียวระยะน้ำนมหอมมะลิ” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสินค้ายุทธศาสตร์ด้านเกษตรและอาหารของประเทศ อีกทั้งจังหวัดร้อยเอ็ดมีศักยภาพโดดเด่นในฐานะแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงของไทย โดยเฉพาะพื้นที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิปัญญาการเพาะปลูกเฉพาะถิ่น ส่งผลให้ข้าวหอมมะลิมีเอกลักษณ์ด้านคุณภาพ กลิ่นหอม และรสชาติที่แตกต่าง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี หอการค้าจังหวัดร้อยเอ็ด ยังได้มีการส่งเสริมการแปรรูปข้าวหอมมะลิร่วมกับมหาวิทยาลับราชภัฎร้อยเอ็ด และภาคีเครือข่าย อาทิ มัจฉะใบข้าวหอมมะลิ , ข้าวแต๋น , เครื่องดื่มผงสำเร็จรูป ฯลฯ เพื่อยกระดับและสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร เป็นต้น
คณะกรรมการบริหารศูนย์ AFC เห็นว่า การพัฒนาสินค้า GI ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเป็นวัตถุดิบทางการเกษตร แต่ควรมุ่งสู่การสร้างห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ตั้งแต่การพัฒนามาตรฐานการผลิต การแปรรูป การสร้างแบรนด์ การตลาด และการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน โดยการยกระดับสินค้า GI ของจังหวัดร้อยเอ็ดจึงไม่เพียงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืน


































