ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC-CI) ประจำเดือนมิถุนายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยอยู่ที่ระดับ 41.4 ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 41.7 สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชนในระดับจังหวัดยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ ภาระหนี้สิน และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ
การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 22–29 มิถุนายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 369 ตัวอย่าง ครอบคลุมทุกภูมิภาคและภาคเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด โดยผลสำรวจพบว่า ดัชนีในส่วน “ปัจจุบัน” อยู่ที่ระดับ 36.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนี “อนาคต” อยู่ที่ระดับ 46.9 สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจระยะสั้น แม้ยังมีความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของบางภาคส่วนในระยะข้างหน้า

เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นในมิติต่าง ๆ พบว่า ภาพรวมเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 40.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 0.5 จุด ขณะที่การบริโภคอยู่ที่ระดับ 48.7 เพิ่มขึ้น 0.3 จุด และการท่องเที่ยวอยู่ที่ระดับ 49.7 เพิ่มขึ้น 0.3 จุด สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายและกิจกรรมท่องเที่ยวยังช่วยประคองเศรษฐกิจในบางพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนอยู่ที่ระดับ 32.3 ภาคการค้าอยู่ที่ระดับ 41.0 ภาคการค้าชายแดนอยู่ที่ระดับ 34.1 และการจ้างงานอยู่ที่ระดับ 33.6 ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำและเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
สำหรับปัจจัยด้านลบที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในเดือนมิถุนายน ได้แก่ ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งกระทบต่อความเสี่ยงด้านราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์โลก ปัญหาต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง รายได้ที่ไม่สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ยังส่งผลต่อกิจกรรมการค้าบริเวณชายแดนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังมีความกังวลต่อต้นทุนปัจจัยการผลิต อาทิ ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และปุ๋ยทางการเกษตร รวมถึงราคาสินค้าเกษตรบางรายการ เช่น ข้าวเปลือกเจ้าและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มากนักและกระทบต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ ขณะที่ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังเป็นปัจจัยที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน การดำเนินชีวิต และภาคการท่องเที่ยวในบางพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงความเชื่อมั่น ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี การส่งออกไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 10.59 รวมถึงดัชนี SET Index ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศบางประเภทปรับตัวลดลงจากเดือนที่ผ่านมา ช่วยลดแรงกดดันต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจบางส่วน

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจของจังหวัดในปัจจุบัน พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.6 เห็นว่าเศรษฐกิจของจังหวัดโดยรวมแย่ลง ขณะที่ร้อยละ 22.6 เห็นว่าดีขึ้น ส่วนในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ร้อยละ 54.2 ยังมองว่าเศรษฐกิจจังหวัดมีแนวโน้มแย่ลง แต่ร้อยละ 45.6 มองว่าจะดีขึ้น สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังคงเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น แต่ยังมีความหวังต่อการฟื้นตัว หากมีมาตรการสนับสนุนที่ตรงจุดและต่อเนื่อง
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เห็นว่า ภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในเดือนมิถุนายน 2569 ยังคงสะท้อนความระมัดระวังของภาคธุรกิจและประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการผลิต ภาระหนี้สินของครัวเรือนและผู้ประกอบการ รวมถึงความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันมาตรการที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง กระตุ้นการบริโภค และเสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
แนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อพยุงภาคบริการและการจ้างงานในพื้นที่ให้ยังคงเติบโต
- มาตรการแก้หนี้สินให้กับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่อง หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและกลุ่ม SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน
- ควรตรึงราคาพลังงานหรือพยุงราคาน้ ามันที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม และการผลิต รวมถึงการขนส่งเพื่อลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ และเพื่อไม่ให้มีการขยับราคาสินค้าขึ้น
- แนวทางรับมือกับปัญหาภัยแล้ง และความพร้อมระบบชลประทาน และจัดหาแหล่งกักเก็บน้ าชุมชน หรือวางแผนการเพาะปลูกให้สอดรับกับปริมาณน้ าในพื้นที่
- แก้ไขปัญหาฝุ่น P.M. 2.5 โดยใช้มาตรการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มงวด พร้อมสร้างแรงจูงใจแก่พื้นที่ที่ร่วมมือ
- การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
























